การจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและต้องสังเกตอาการของผู้ป่วยก่อนให้อาหารสายยางการเตรียมความพร้อมทั้ง "อุปกรณ์" และ "ตัวผู้ป่วย" คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภาวะแทรกซ้อน (โดยเฉพาะการสำลัก) นี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องครับ
1. การจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม
ก่อนเริ่มให้อาหาร ควรจัดวางอุปกรณ์บนถาดสะอาดให้หยิบใช้ง่าย ดังนี้:
ชุดให้อาหาร: กระบอกฉีดอาหาร (Syringe) ขนาด 50 มล. และภาชนะใส่อาหารปั่น/อาหารทางการแพทย์
น้ำล้างสาย: แก้วน้ำต้มสุกสะอาด (อุณหภูมิห้อง) ประมาณ 50-100 มล.
อุปกรณ์ทำความสะอาด: สำลีสะอาดชุบน้ำเกลือ (0.9% NSS) สำหรับเช็ดปลายสายยาง
ภาชนะรองรับ: ชามรูปไตหรือถ้วยเล็กๆ สำหรับรองรับน้ำย่อยที่ดูดออกมาเช็ก
ผ้าเช็ดตัวเล็กๆ: สำหรับรองใต้คางหรือบริเวณสายยางกันเปื้อน
2. สิ่งที่ต้องสังเกต "ก่อน" ให้อาหาร (สำคัญมาก)
ผู้ดูแลต้องประเมิน 3 จุดหลัก ดังนี้ เพื่อตัดสินใจว่าควรให้หรือเลื่อนมื้ออาหาร:
ก. สังเกตสภาพร่างกายผู้ป่วย
อาการไอหรือหอบ: หากผู้ป่วยไอแรง ไอเป็นชุด หรือหายใจเร็วหอบ ให้เลื่อนการให้อาหารออกไปก่อน จนกว่าจะหยุดไอและหายใจปกติ
ความตึงของหน้าท้อง: สังเกตว่าท้องป่องหรือตึงเป่งผิดปกติไหม หากมีอาการท้องอืดชัดเจนอาจต้องปรึกษาพยาบาล
ระดับความรู้สึกตัว: หากผู้ป่วยดูซึมลงมากผิดปกติ ต้องระวังเรื่องการสำลักเป็นพิเศษ
ข. สังเกตตำแหน่งของสายยาง
รอยขีดที่สาย: ดูว่ารอยขีดหรือเลขที่กำกับไว้ที่จมูกหรือหน้าท้องยังอยู่ที่ตำแหน่งเดิมไหม
หากสายเลื่อนออกมา: ห้ามให้อาหารเด็ดขาด เพราะปลายสายอาจเลื่อนไปอยู่ที่หลอดอาหารหรือหลอดลม ซึ่งจะทำให้เกิดการสำลักลงปอดทันที
ค. สังเกตปริมาณอาหารค้าง (Gastric Residual)
ใช้ไซริงค์ค่อยๆ ดูดน้ำย่อยจากกระเพาะออกมาดู:
ถ้าดูดได้ < 50 มล.: ให้ดันกลับคืนไปช้าๆ และเริ่มให้อาหารได้ตามปกติ
ถ้าดูดได้ 50-100 มล.: ให้ดันกลับคืนไป และอาจต้องรอ 30-60 นาทีแล้วเช็กซ้ำ (แสดงว่ากระเพาะย่อยช้า)
ถ้าดูดได้ > 100 มล.: ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไปก่อน เพราะกระเพาะยังไม่พร้อมรับอาหารใหม่ หากมื้อถัดไปดูดยังค้างเท่าเดิม ควรแจ้งแพทย์
3. การเตรียมท่าทางผู้ป่วย
จัดท่านั่งหรือนอนศีรษะสูง: ต้องให้ผู้ป่วยทำมุม 30-45 องศา (หรือนั่งตัวตรง 90 องศาหากทำได้) เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงช่วยให้อาหารไหลลงกระเพาะ และป้องกันการไหลย้อนกลับ
สรุป: หากอุปกรณ์พร้อม ตำแหน่งสายถูกต้อง และไม่มีอาหารค้างเกินกำหนด จึงจะเริ่มขั้นตอนการให้อาหารได้ครับ